0

Internet ดาวเทียม คืออะไร? จะได้ใช้หรือไม่มาดูกัน

Internet ดาวเทียม คืออะไร? จะได้ใช้หรือไม่มาดูกัน


2022-06-10 08:48:56

Satellite internet access
 
อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมความเร็วสูง


Internet ดาวเทียมไม่ใช่เรื่องใหม่ ในประเทศไทยก็มีการให้บริการมานานแล้ว เช่น iPSTAR แต่ปัจจุบันขนาดได้มีการ upgrade อุปกรณ์ล่าสุดเป็น NEXT GEN เมื่อปี 2019 ความเร็ว Internet ที่ได้ก็ยังมีค่าความหน่วงสูง กล่าวง่ายๆ คือ เล่นเกมส์ไม่ไปตามมือแน่นอน Latency ไม่ต่ำกว่า 600ms ความเร็ว Download 8Mbps / Upload 2 Mbps ราคาที่ต้องจ่ายก็ไม่ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน จึงเหมาะแก่การนำไปใช้งานของหน่วยงานราชการ หรือ ในถิ่นทุรกันดารที่ไม่มีโครงข่าย vDSL หรือ Fiber เข้าถึง แต่มีความจำเป็นต้องใช้งาน Internet ก็อาจต้องเลือกใช้ของ iPSTAR อันเนื่องมาจากไม่มีตัวเลือกมากนักสำหรับ Internet ดาวเทียมของไทย



ภาพดาวเทียม Thaicom 4


จากภาพดาวเทียม Thaicom 4คือ ดาวเทียมค้างฟ้า (Geostationary Earth Orbit: GEO) ซึ่งหมายถึง ดาวเทียมที่หมุนเท่าความเร็วโลกหมุนประมาณ 1,674KM/ชม. จึงทำให้เมื่อส่องด้วยกล้องโทรทัศน์ในจุดที่ดาวเทียมโคจรอยู่จะเห็นคล้ายว่ามันอยู่กับที่ แต่จริงๆ แล้วมันโคจรด้วยความเร็วเท่าโลกนั่นเอง ซึ่งระยะห่างในการโคจรอยู่ในชั้นของ GEO ซึ่งห่างจากโลกประมาณ 36,000 กิโลเมตร จึงทำให้เกิดปัญหาที่มาของการได้ค่า Latency สูงตลอดเวลาขณะใช้งาน เพราะถูกลดทอนข้อมูลในการเดินทางที่ไกลขึ้นนั่นเอง


แล้วอะไรจะมาตอบโจทย์ Internet ดาวเทียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ? ปัจจุบันมีผู้ให้บริการดาวเทียมรายใหญ่ที่เป็นดาวเทียมแบบ Low Earth orbit (LEO) ซึ่ง คือ ดาวเทียมวงโคจรต่ำ ซึ่งห่างจากโลกเพียง 500 - 1,200 เท่านั้น หรือ วงโคจรที่ห่างจากโลกไม่เกิน 2,000 กิโลเมตร ที่หมุนเร็วกว่าโลกหรือประมาณ 27358KM/ชม. ซึ่งในต่างประเทศก็จะมีรายใหญ่ดังนี้

  • Starlink (SpaceX)
  • Amazon project kuiper (Amazon Blue Origin)
  • OneWeb
  • TELESAT


ในตัวอย่างนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่สุดคือ Starlink ที่ทำให้วงการ internet ดาวเทียมกลับมาดูน่าสนใจอีกครั้ง ส่วนการที่จะเข้ามาให้บริการในประเทศไทยก็จะต้องผ่านการอนุมัติจาก กสทช. ก่อน ซึ่งถ้าผ่านการอนุมัติเรื่องคลื่นความถี่ Ku-Band 10-15GHz และแน่นอนสิ่งที่ประชาชนภาคธุรกิจ หรือ ครัวเรือน อยากได้ก็คือการแข่งขันผ่าน Local Partner ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันและผู้บริโภคก็จะได้ราคาที่ถูกลง ซึ่งเมื่อราคาต้นทุนเท่ากันสิ่งที่จะต้องแข่งขันของผู้ให้บริการก็คือบริการหลังการขายที่ดีนั่นเอง


ทำไมต้อง Starlink? ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของเจ้าของบริษัท ที่ต้องการให้ Internet เข้าถึงทุกที่ทั่วโลกในราคาประหยัด ซึ่งไม่ใช่แค่ส่งเสริมทางการทหาร หรือ ภาครัฐเท่านั้น Starlink มีการให้ข้อมูลชัดเจนที่สุดซึ่ง SpaceX นั้นก็มีแผนการนำคนไปอยู่บนดาวอังคาร (โดยหวังว่าจะสามารถทำเงินได้มหาศาลจากโครงการ Starlink) และมีกำหนดแผนการปล่อยดาวเทียมถึง 42,000 ดวงให้ครอบคลุมทั่วโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ด้วย


ปัจจุบันแต่ละเจ้ายิงดาวเทียมไปแล้วกี่ดวงเรื่องจำนวนของแต่ละบริษัทจะมีติดตั้งเสร็จแล้ว เริ่มตั้งแต่ 428(OneWeb) ดวง ไปจนถึง 4,200 ดวง(Starlink นับจากปี 2022) ซึ่งตัวเลขที่แน่นอนไม่สามารถหาข้อมูลได้ และปัจจุบันโครงข่ายดาวเทียมมากที่สุดคาดการณ์ว่าเป็น Starlink และเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงค่ายเดียวที่คาดว่าจะเปิดให้บริการในประเทศไทยในปี 2023 นี้



ภาพโครงข่ายดาวเทียมของแต่ละค่าย


คู่แข่งของ Starlink มีใครบ้าง? Amazon Kuiper, OneWeb, Telesat ถือว่าเป็นคู่แข่งที่ต้องการสร้างโครงข่ายดาวเทียบรอบโลกเช่นกัน แต่เมื่อ Starlink เข้ามามีบทบาทและเติบโตเร็วกว่ามากก็จะเกิดการแข่งขันอย่างดุเดือน ซึ่งดีต่อผู้บริโภคแน่นอน แต่ถ้าพูดถึงประเทศไทยตอนนี้ก็จะมีแต่ Starlink เท่านั้นที่พร้อมใช้งานในปี 2023 นี้ถ้า กสทช. อนุมัติ




ภาพการส่งข้อมูลด้วย Laser


จากภาพการส่งข้อมูลด้วย Laser


  • Laser communicationในอวกาศดาวเทียมจะสื่อสารกันด้วยคลื่นวิทยุ Ka-band (26-40GHz) ความเร็วแสง
  • จุดเด่นของ Starlinkคือ มีระบบทำลายตัวเองเมื่อปลดประจำการ กล่าวคือมันสามารถเคลื่อนที่เข้ามายังชั้นบรรยากาศโลก และให้ความร้อนจากชั้นบรรยากาศโลกทำการเผาไหม้สลายอุปกรณ์ให้เป็นฝุ่นผงได้เลย
  • ผู้บริหารยังเครมว่าการทำแบบดาวเทียมปลดประจำการสามารถทำให้บริษัท Starlink ได้ผลิตดาวเทียมรุ่นใหม่เพื่อไปทดแทนได้ตลอดอีกทั้งจะได้ส่งเทคโนโลยีใหม่ขึ้นไปแทนตัวเก่าด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานได้รับการ Upgrade ประสิทธิภาพการ รับ - ส่ง สัญญานไปโดยอัตโนมัติ


ภาพการการติดตั้งจานรับสัญญาน



จากภาพการติดตั้งจานรับสัญญาน

ตัวจานรับสัญญานดาวเทียมของ Starlink จะมีระบบ Heater ไว้ละลายหิมะได้เอง ในส่วนถ้าประเทศไทยจะมีฝน ขี้นก ยางไม้ เหล่านี้ Starlink จะมีแนวทางแก้ไขหรือไม่ต้องติดตาม Model ที่จะผลิตขายในไทยและเพื่อนบ้านต่อไป


ภาพคู่มือการติดตั้ง



จากภาพคู่มือการติดตั้ง

หลายๆ แบรนด์จะใช้เทคนิคการติดตั้งแบบนี้หมด เรียกว่า user friendly มีเพียงมือถือเครื่องเดียวก็สามารถตั้งค่าใช้งานได้ทันที

  • ลง Application 
  • หาชื่อ wifi เริ่มต้นของระบบ
  • ตั้งค่าเปลี่ยนชื่อไวไฟเอง
  • สร้างรหัสเอง
  • เริ่มใช้งานได้ทันที


สรุป3 คำถามหลัก


อินเทอร์เน็ตดาวเทียม กับ FTTx อันไหนเร็วกว่ากัน?

ถ้าคุยกันเรื่องความเร็วแน่นอนFTTxเน็ตบ้าน หรือ โครงข่ายMPLS นั้นเร็วกว่าดาวเทียมแน่นอน โดยอินเทอร์เน็ตดาวเทียม ปัจจุบันจะอยู่ที่ Download 350Mbps / Upload 30Mbps เท่านั้น จึงไม่ตอบโจทย์เรื่องความเร็ว แต่จะไปตอบโจทย์ทางด้านเข้าถึงทุกที่ทั่วโลกในที่ๆ ไม่มีเครือข่าย Internet เข้าถึงนี่แหละ Internet ดาวเทียมจะเข้ามาแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งราคาที่ถูกลงเมื่อเทียบกับความเร็วที่ได้ ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกเพิ่มขึ้น และใช้งานได้จริง เล่นเกมส์ได้จริง ไม่หน่วง ทำให้คุ้มค่าอย่างแน่นอน


อินเทอร์เน็ตดาวเทียม กับ FTTx หรือ MPLS เมื่อต้องข้ามทวีปใครเร็วกว่ากัน?

สำหรับอินเทอร์เน็ตดาวเทียมของ Starlink นั้นเครมค่า low-latency ต่ำถึง20msในการวิ่งข้ามทวีป เช่น จากไทยไปเมกา ซึ่ง FTTx ทั่วไปเมื่อต้องวิ่งข้ามทวีปค่า latency จะขึ้นไปประมาณ40-100msเลยทีเดียว ฉนั้น Starlink ถึงกล้าการันตีกว่าอินเทอร์เน็ตดาวเทียมของเค้านั้น สามารถนำมาใช้ในการแข่งขัน Sport แบบข้ามทวีปได้เลยซึ่งเหล่าเกมเมอร์จะรู้ดีกว่า เวลาเล่นเกมส์แล้วต้องลงแข่งขันข้ามทวีป จะมี Delay ปัจจุบันก็ยังมีขึ้นไปที่100msถึงขั้นแพ้เลยก็มี เพราะมันเดินไม่ตามมือเรา


เพราะอะไร FTTx หรือ MPLS ถึงมีค่า latency สูงกว่า ดาวเทียมของ Starlink ในการวิ่งข้ามทวีป?

ความเร็วแสง (speed of light) เดินทางด้วยความเร็วประมาณ 300,000 กิโลเมตร/วินาที แต่เมื่อแสงถูกจับมาอยู่ในวัตถุซึ่งก็คือสาย Fiber จะถูกลดทอนความเร็วลงไปถึง 40% และโครงข่าย Fiber ข้ามทวีปนั้นจะเป็นโครงข่าย Fiber ใต้น้ำ ผู้ให้บริการจะมีจุดพักตามประเทศต่างๆ เพื่อให้คุ้มค่าในการลงทุน ส่วน Fiber ใต้น้ำที่เชื่อมไปยัง เมกาซึ่งเป็นโครงข่ายใต้น้ำที่ยาวที่สุดโดยบริษัท Asia-America Gateway (AAG) Cable System ก็อยู่ที่ประมาณ 20,000 กิโลเมตร ซึ่งนี่ก็คือที่มาของคำว่า latency สูง แต่ Starlink กลับกล้าการันตีว่าการสื่อสารด้วย Laser ระหว่างดาวเทียมนั้นมีความเร็วสูงกว่าสาย Fiber ซะอีก ซึ่งอันนี้ถ้าใครมีโอกาสได้ใช้จริงก็ฝากลองเล่นเกมส์ข้ามทวีปไป Join Server ฝั่งยูโรปให้ด้วยนะครับ



ราคาติดตั้งเท่าไหร่สำหรับ อินเทอร์เน็ตดาวเทียม เมื่อเทียบกับ FTTx?

สำหรับปี 2022 ในต่างประเทศ จะเสียค่าอุปกรณ์รับสัญญานก็ประมาณ 90,000 บาท (จ่ายครั้งเดียว) ส่วนค่าบริการรายเดือนประมาณ 15,000 บาท ซึ่ง Speed ที่ได้ประมาณ 350/30Mbps เหมาะกับการใช้งานต่อชุดไม่เกิน 20 คน ซึ่งถ้าเทียบกับ FTTx รายเดือนแล้วประมาณ 600 บาท ได้ 1000/1000Mbps ซึ่งสุดท้ายถ้า Starlink ได้เปิดใช้งานจริง ก็จะอยู่ที่ว่าผู้ให้บริการจะแนะนำ Solution ไหนให้แก่ลูกค้าที่จะตอบโจทย์และคุ้มค่าที่สุดในการใช้งาน




เขียนโดย. Benjaman | Cloud Engineer